วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

ซักเบาะรถยนต์ ไม่ยากถ้าคิดจะทำ

ซักเบาะรถยนต์
How to Wash Car Seats ? เบาะผ้าเนี่ย...มันซักได้นะ (หนังสือนักเลงรถ )

          สวัสดีครับทุกท่านทั้งหลาย การซ่อมบำรุงนั้นเป็นสิ่งที่น่าทำที่สุดหากรถเราเกิดความเสียหายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม เช่นกันครับ ว่าการทำความสะอาดก็คงไม่ต่างกัน หากรถคันโปรดหรือจะไม่โปรดก็ตามมีส่วนที่เกิดความสกปรก หรือเกิดใช้ไปนาน ๆ เข้า มีสิ่งแปลกปลอมมาสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ ก็ควรทำความสะอาด แม้ว่าจุดประสงค์เบื้องต้น จะเพื่อความสวยงามก็ตาม แต่อย่างอื่นที่ตามมาอาจจะเป็นผลดีด้วยก็ได้

          เราจะมาพบกับการดูแลรักษาและทำความสะอาดชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร ที่เป็นทั้งหน้าตาที่สวยงาม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และอีกอย่างที่เราไม่ควรมองข้ามเลยนั่นก็คือส่วนที่จะเป็นตัวเก็บและสะสมความสกปรกจากฝุ่นละอองตัวยงเลยทีเดียว เจ้าสิ่งนั้นก็คือเบาะนั่งที่เป็นผ้านั่นเอง

ซักเบาะรถยนต์
          โดยมากรถกระบะในบ้านเราก็มักจะต้องเจอกับเบาะนั่งประเภทนี้อยู่แล้วเนื่องจากเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ ใช้ขนของและเดินทางกันเป็นส่วนใหญ่ต่างจากบรรดารถหรู ซึ่งก็อาจจะมีบรรดารถ PPV หรือ SUV ที่หน้าตาเหมือน ๆ กันและยังออกแบบภายในให้ใช้ชิ้นส่วนที่เหมือน ๆ กันแต่ถูกห่อหุ้มด้วย วัสดุที่ดูดีและสวยหรูกว่า เช่น หนังเทียมหรือ PVC ชนิดต่าง ๆ เอาเป็นว่าเราขอข้ามส่วนนั้นไปเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเบาะผ้าละกัน

          อาจจะเคยเห็นว่าร้านบริการล้างรถหรือคาร์แคร์ต่าง ๆ จะมีบริการซักเบาะฟอกเบาะและทำความสะอาด บรรดาสถานบริการที่ให้บริการทำความสะอาดเหล่าเบาะนั่งทั้งหลายด้วยเวลาและสถานที่รวมทั้งต้นทุนอาจจะถูกจำกัดวิธีการทำ หรือบางแห่งก็อาจจะแพงโลด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพงหรือชาร์จเยอะไปหน่อยก็ตาม

          แต่สำหรับเราจะขอนำเสนอเกี่ยวกับการทำความสะอาดที่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพงมาก รวมถึงการทำความสะอาดที่ลึกซึ้ง แน่นอนว่าจะต้องมีพื้นที่และเวลาให้มันเหมือนกันสำหรับการทำความสะอาดใหญ่นี้ วันหยุดเพียงวันเดียวอาจไม่เพียงพอขอบอกไว้ก่อนเพราะขั้นตอนในการทำอาจจะไม่เยอะหรือยาวนาน แต่ถ้าจะให้มันเสร็จสิ้นสมบูรณ์อาจจะต้องใช้เวลาอย่างที่กล่าวว่า

          ก่อนจะเข้าเรื่องของการลงมือก็จะกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก่อน หากเป็นเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เมื่อมันเลอะเทอะเปรอะเปื้อน การที่จะทำความสะอาดให้ได้อย่างดีก็คือการนำไปซักให้สะอาด ต่อไปเป็นการซักโดยใช้น้ำยาซักแห้งก็ตาม คงไม่สะอาดทั่วถึงหรือทำให้มันดูใหม่หมดจดทั้งตัวได้เท่าการซักมือเบาะนั่งรถยนต์ก็เหมือนกัน การรถอดออกมาซักหากทำได้ก็คงเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ทำความสะอาดให้เอี่ยมกันไปเลย แน่นอนล่ะว่ามันทำได้ เพียงแต่ต้องใช้ขั้นตอนและวิธี รวมถึงสิ่งที่สำคัญคือเวลาพอที่จะตากให้มันแห้งสนิท

ชุดผ้าหุ้มเบาะนั่งชนิดสวมทับเบาะ
ชุดผ้าหุ้มเบาะนั่งชนิดสวมทับเบาะ
          วิธีป้องกันปัญหาความยุ่งยากในการทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ซื้อรถมาใหม่ ๆ หรือจะไม่ใหม่แล้วก็ตาม หนทางง่าย ๆ คือการใช้ชุดผ้าหุ้มเบาะนั่งชนิดที่สวมทับเบาะเก่าลงไปได้เลย มันจะช่วยปกป้องเบาะนั่งให้สะอาดสดใหม่อยู่เสมอ ที่สำคัญถอดแยกชิ้นออกมาซักได้ไม่ยาก แห้งก็ง่าย ด้วยเนื่องจากชิ้นเบาะผ้าหุ้มเบาะจะไม่มีฟองน้ำที่หนาเหมือนกับตัวเบาะ และยังไม่ต้องยุ่งยากกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย แต่เนื่องด้วยชุดหุ้มเบาะนี้ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชุดหุ้มเบาะ ดังนั้นเบาะนั่งกับชุดหุ้มจะเป็นคนละชิ้นคนละส่วนกัน โอกาสที่ทั้งสองชิ้นนี้จะขยับตัวหรือเกิดอาการลื่นนั้นมีได้ ดังนั้นจึงต้องเลือกชุดหุ้มเบาะที่มีการตัดเย็บประณีตและละเอียดอ่อนให้พอเหมาะพอดีกับตัวเบาะนั่งเพื่อลดอาการดังกล่าวซึ่งมันก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพของการขับขี่นั้นเป็นไปได้อย่างดีมากขึ้นและปลอดภัยด้วย หากใครจะใช้ชุดหุ้มเบาะนั่ง ก็ควรจะเลือกซื้อชนิดที่ตัดเย็บได้กระซับกับเบาะนั่ง ให้ทั้งความสวยงามและความสะดวก

          เอาล่ะมาเริ่มลงมือซักเบาะนั่งกันได้ เริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ในการทำความสะอาด เครื่องมือในการซักล้างคือ ผงซักฟอก ไม่ต้องเอาชนิดแรงมากเอาแบบที่ใช้ซักมือธรรมดา ๆ แปรงซักผ้าชนิดที่ขนอ่อน ๆ นิ่ม ๆ หน่อยไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ผ้าหุ้มเบาะเสียหายได้ ใครจะเพิ่มแปรงสีฟันสำหรับจุดเล็กจุดน้อยด้วยก็ได้ สเปรย์หล่อลื่นหรือน้ำมันอเนกประสงค์ต่าง ๆ จะใช้จาระบีทั่วไปด้วยก็ได้ ไม้ลูกโป่งและเศษผ้าพัน ชุดแหวนข้างหรือบล็อกเบอร์ 12-14 (แล้วแต่ขนาด) อ้อ...ไหน ๆ แล้วถ้าได้เครื่องดูดฝุ่นจะดีมาก (อย่าเพิ่งงงเดี๋ยวก็รู้ว่าเอามาทำอะไร)

          เมื่ออุปกรณ์ครบแล้วก็มาดูกันครับว่าจะทำอย่างไร อย่างแรก เบาะนั่งที่จะถอดออกมาซัก จะต้องเป็นเบาะนั่งที่ปรับทิศทางตำแหน่งเบาะด้วยมือเท่านั้น และเป็นเบาะที่ไม่มีเซ็นเตอร์ ตรวจจับผู้โดยสารที่เบาะนั่งอย่างเช่นในรถ SUV หรือ PPV แม้กระทั่งรอกระบะตัวท็อป ๆ ที่มีอุปกรณ์พวกนี้ แถมให้มาเยอะแยะ เพราะการถอดออกมาซักจะทำให้เซ็นเซอร์, มอเตอร์ หรือ สวิทช์ทั้งหลายเหล่านี้ช็อตได้ แต่หนึ่งสิ่งที่สามารถแยกออกมาทำได้ก็คือ ไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย (ฝั่งคนขับ เพราะหากเป็นฝั่งคนนั่งต้องดูดี ๆ เพราะมักจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับอยู่ด้วย) เพราะมันจะสามารถถอดออกได้

ซักเบาะรถยนต์
ถอดหมอนรองศีรษะ

ซักเบาะรถยนต์
บางรุ่นจะมีพลาสติคครอบที่ปลายอยู่ซักเบาะรถยนต์
จัดการถอดซะทั้ง 2 ข้าง
          การลงมือทำเริ่มจากปรับพนักพิงเบาะนั่งให้ตรง แล้วเบาะนั่งของรถคันไหนที่ถอดหมอนรองศีรษะออกได้ให้ถอดออกมาเลย การถอดให้เราดึงหมอนรองขึ้นให้สุดเสียก่อนจากนั้นกดตัวล็อคสำหรับเลื่อนที่แกนหมอนรองศีรษะแล้ว ดึงหมอนขึ้น หมอนจะหลุดออกมา เลื่อนเบาะเดินหน้าไปให้สุดจะเห็นว่าที่รางของเบาะส่วนที่ติดลงไปกับพื้นบางรุ่นจะมีพลาสติคครอบที่ปลายอยู่กันแตะไปโดนให้เอาไขควงปากแบนงัดออกมาตรงนี้จะแงะได้ไม่ยาก ทำทั้ง 2 ข้างของตัวขารางเบาะ เมื่อแงะออกมาแล้วจะเจอกับน็อตยึด ซึ่งก็มักจะเป็นน็อตเบอร์ 14 ให้จัดการถอดซะทั้ง 2 ข้าง เรียบร้อยแล้วให้เลื่อนเบาะถอยหลังไปจนเห็นน็อตยึดตัวหน้า 2 ตัว (คราวนี้อย่าเลื่อนถอยไปเยอะเพราะเดี่ยวจะยกออกลำบาก) เมื่อเห็นน็อต 2 ตัวแล้วให้จัดการถอดมันออกมาเหมือนกัน เบาะจะสามารถยกได้แล้ว แต่ให้ดูด้านได้เบาะเสียก่อนด้วยการก้มลงไปและยกเบาะขึ้นเล็กน้อย อย่าเพิ่งยกขึ้นทีเดียว เพราะอาจจะมีชุดสายไฟ สำหรับเดือนเข็มขัดนิรภัยหรือส่วนต่าง ๆ ถ้ามีให้ปลดปลั๊กสายไฟที่ติดกับเบาะออกให้หมด แล้วค่อยยกเบาะออกมา แยกเบาะออกจากตัวรถให้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเนื่องจากขาเบาะนั่งอาจจะไปขูดโดนประตูหรือบริเวณใกล้เคียงได้

          เมื่อถอดเบาะออกมาแล้วสิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือเอาเครื่องดูดฝุ่นดูดที่ตัวเบาะก่อน เพื่อที่จะช่วยให้การทำความสะอาดต่อไปสามารถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญที่ให้เอาเครื่องดูดฝุ่นมา ก็เพราะว่าบรรดาสิ่งสกปรกทั้งหลายที่มันเข้าไปสะสมอยู่ได้เบาะของท่านมันอาจะมีเยอะมากโดยไม่รู้ตัวก็ได้ หรือแม้มันอาจจะไม่เยอะแต่นี่ก็เป็นโอกาสทองในการทำความสะอาดจุดที่ถือว่าเป็นจุดที่มักจะถูกละเลยในการทำความสะอาด จัดการดูดฝุ่นให้เกลี้ยงไปเลย ดีไม่ดีอาจจะเจอกับอะไร ก็ตามที่ทำหล่นหายหาไม่เจอหรือรู้ว่าหล่นลงไปตรงนี้ แต่ไม่สามารถหยิบออกมาได้กันเสียที

ซักเบาะรถยนต์
          ดูดฝุ่นเรียบร้อยแล้วก็จัดการทำความสะอาดต่อ สำหรับเบาะข้างไหนที่เข็มขัดนิรภัยติดอยู่ด้านข้างตัวเบาะ แนะนำว่าให้ถอดมันออกมาเสียก่อน โดยให้จำตำแหน่งของบู๊ชและแหวนรองให้ดี ๆ เพราะตอนประกอบกลับอาจจะลืมและใส่สลับเอาได้ง่าย ๆ ที่ต้องถอดออกก็เพราะว่ารถบางรุ่นเซ็นเซอร์ไฟเตือนการคาดเข็มขัดจะอยู่กับตัวล็อค และสายไฟจะเลื้อยต่อเข้าไปยังใต้เบาะ เจ้าตัวนี้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดได้ไม่ยาก ส่วนตัวเบาะนั่งนั่นหากมีจุดที่เลอะมาก ๆ เป็นจุด ๆ เช่น ซอสหรือรอยด่างดำ แนะนำให้ทำความสะอาดเฉพาะจุดนั้นก่อน

          การทำก็เริ่มจากเอาน้ำเทไม่ต้องมากบริเวณที่มีรอยเลอะ ลงผงซักฟอกเล็กน้อยและใช้แปรงสีฟันถู ๆ ให้พอสะอาด เทน้ำลงเล็กน้อยเพื่อสลายคราบและผงซักฟอก ทำจุดอื่น ๆ ด้วยหากไม่มีแล้วให้เหยียดเบาะให้เป็นแนวตรงหรือปรับพนักพิงเอนให้สุด หากเป็นไปได้หรือถ้ามีผู้ช่วยจับ เมื่อปรับพนักพิงแล้วให้กลับหัวเบาะ เอาด้านบนลงด้านล่างโดยวางเบาะในแนวตั้ง ใช้น้ำราด (ไม่ต้องเยอะมาก) ไปที่ด้านหน้าเบาะส่วนที่เป็นส่วนรองรับสรีระเวลานั่ง ราดน้ำให้พอชุ่ม ลงผงซักฟอกแล้วใช้แปรงทำความสะอาดเบา ๆ แล้วล้างออก ทำจนทั่วตัวเบาะ พยายามให้น้ำไหลออกไปนอกเบาะและระวังอย่าให้ลงไปชุ่มอยู่ในฟองน้ำ

          เมื่อเห็นว่าสะอาดแล้ว ใช้มือรูดปาดน้ำที่ขังอยู่ออกมาจากเบาะให้มากที่สุดจากนั้น ยกเบาะขึ้น ให้ผ้าเช็ดที่ตัวรางและมือปรับฉีดสเปรย์หล่อลื่นเข้าไปที่บริเวณที่ต้องมีการเคลื่อนตัวหรือเลื่อนเคลื่อนที่เช่นตัวราง ไม่ต้องฉีดมากเพื่อป้องกันสนิมที่เกิดจากการเสียดสีจากการใช้งาน และนำเบาะไปตาก พยายามคว่ำหน้า และใช้มือบีบและรูดปาดน้ำที่ขังอยู่บนเบาะบ่อย ๆ เพื่อให้แห้งเร็ว ช่วงรอเบาะแห้งจะกินเวลามาก ดังนั้นเป็นโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่จะทำความสะอาดรถและชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในต่อไป เมื่อตากแห้งแล้ว ก่อนจะประกอบให้เอาจาระบีทาบาง ๆ ที่รางเบาะส่วนที่เสียดสี รวมถึงคันโยก ปรับพนักและจุดหมุนที่ล็อคเข็มขัดนิรภัยด้วย ในรูที่ใช้เสียบพนักพิงศีรษะ ให้ใช้ไม้ก้านลูกโปร่งพันเศษผ้าแหย่ลงไปทำความสะอาดภายใน เช็ตให้เรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จพิธี

          เบาะที่ชุ่มน้ำนี้ต้องใช้เวลาตากนานมาก อาจจะกินเวลามากกว่า 1 วัน ดังนั้นการจะนำไปซักนี้ต้องดูลมฟ้าอากาศให้ดีว่าเป็นช่วงที่ไม่มีฝนและเริ่มลงมือทำแต่เข้าโชคดีแดดดีลมดีอาจจะแห้งในวันเดียวก็ได้ อย่างที่บอกคอยบีบน้ำออกจากฟองน้ำบ่อย ๆ เท่านั้นเอง กะได้เบาะที่สะอาดใหม่ในราคาประหยัด แค่ลงแรงและใช้เวลากับรถของคุณด้วยตนเองนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

10,000 กิโลเมตรแรก กับการสลับตำแหน่งล้อยางที่คุณทำได้เอง



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          เคยสังเกตล้อยางของตัวเองกันไหมครับ ว่าลายดอกยางยังชัดเจนอยู่แค่ไหน บางล้อดอกยางก็สึกหายไปมาก แต่บางล้อกลับยังอยู่ในสภาพดีอย่างกับไม่ค่อยได้ใช้งาน นั่นเป็นเพราะว่ายางรถของคุณแต่ละข้างมีอัตราการสึกกร่อนไม่เท่ากันนั่นเอง ส่วนล้อไหนจะสึกกร่อนมากที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ที่คุณใช้ ซึ่งมีทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ (แบ่งย่อยอีกเป็น 4 ล้อแบบ part-time และ full-time) หากระบบการขับเคลื่อนหลักอยู่ที่ล้อไหน ยางล้อนั้นก็จะมีอัตราการสึกกร่อนไวกว่าล้ออื่น ๆ ซึ่งในตลาดรถยนต์ปัจจุบัน (โดยเฉพาะรถเก๋ง) นิยมผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า เนื่องจากประหยัดเวลาในการผลิต ประหยัดชิ้นส่วนอะไหล่ รวมทั้งยังได้ห้องโดยสารที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรถยนต์ขนาดเดียวกันที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง เพราะไม่ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับอุโมงค์เกียร์ แต่ก็จะทำให้ล้อหน้ารับภาระหนักกว่ามาก เพราะต้องเป็นตัวส่งกำลังในการขับเคลื่อน ทั้งยังเป็นล้อที่รองรับภาระในการเข้าโค้ง และการเบรคมากที่สุดด้วย เมื่อเกิดการเสียดสีมากจึงสึกกร่อนได้ไวนั่นเอง

          เมื่อยางล้อมีอัตราการสึกกร่อนไม่เท่ากัน ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถ ทั้งเรื่องศูนย์ถ่วงของทั้ง 4 ล้อที่เริ่มไม่สมดุล ทำให้ประสิทธิภาพในการบังคับรถลดลง อีกทั้งดอกยางที่สึกหรอต่างกันมาก ๆ ก็จะส่งผลให้รถเฉไปทางซ้ายหรือขวาขณะเหยียบเบรค ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยเฉพาะหากขับรถมาด้วยความเร็วสูง

 

          การสลับตำแหน่งล้อยางควรทำเมื่อรถที่เพิ่งเปลี่ยนยางมาใหม่มีระยะวิ่งครบ 10,000 กิโลเมตร โดยรถยนต์ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ มีรูปแบบการสลับตำแหน่งล้อยาง 2 แบบ ดังนี้ 

แบบที่ 1 สลับตำแหน่ง 2 ล้อหน้าลดมาอยู่ด้านหลัง และ 2 ล้อหลังไขว้ขึ้นไปด้านหน้า หรือ
แบบที่ 2 สลับล้อหน้ากับล้อหลังไขว้กันเป็นรูปกากบาท (x)

          อย่างไรก็ดี การสลับตำแหน่งแบบนี้เหมาะกับรถยนต์ที่ใช้ยางที่มีลักษณะดอกยางแบบสมมาตร (symmetrical) เหมือนกันทั้ง 4 เส้น ซึ่งเป็นรูปแบบดอกยางรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้ขับขี่ธรรมดาทั่ว ๆ ไปนั่นเองครับ (ยังมียางแบบดอกยางไม่สมมาตร หรือ asymmetrical สำหรับการขับขี่เฉพาะที่เน้นประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และ ดอกยางแบบกำหนดทิศทาง หรือ uni-direction ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำ ควบคุมการทรงตัวดี ขับขี่้ด้วยความเร็วสูงได้ แต่ก็จะเพิ่มความยุ่งยากในการสลับตำแหน่งล้อมากขึ้นเช่นกัน) 

          ส่วนเรื่องการสลับตำแหน่งล้อนั้นคุณสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์ให้บริการใกล้บ้าน แต่ถ้าต้องการประหยัดเงิน และเรียนรู้ที่จะดูแลรถด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ คุณก็สามารถทำด้วยตัวเองได้เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ต้องอาศัยอุปกรณ์และกำลังกายสักหน่อยเท่านั้นเองครับ

          อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการสลับตำแหน่งล้อยาง ได้แก่ ขาค้ำหรือขาตั้งยกรถ (Jack Stand) 4 ตัว, เหล็กขันล้อ (ประแจหัวหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม ขึ้นอยู่กับนอตของล้อรถยนต์) และแม่แรง ซึ่งสองอย่างหลังมักเป็นอะไหล่สำรองที่ผู้ผลิตให้ติดรถมาอยู่แล้ว

          เริ่มจากใช้แม่แรงยกรถยกรถให้ล้อลอยจากพื้นพอสมควร (ให้พ้นระยะยืดตัวของโช้ค) แล้วนำขาตั้งไปค้ำไว้ให้ครบทั้ง 4 ด้าน จากนั้นลงมือใช้ประแจขันล้อขันนอตและเอายางออก ทำให้ครบทั้ง 4 ข้าง (ถอดแล้วอย่ากลิ้งมากองรวมกันนะครับ เดี๋ยวจะสับสนว่าล้อไหนเป็นของข้างไหน ถอดแล้วก็วางไว้ตรงตำแหน่งเดิมของล้อนะครับ) ก่อนจะสลับตำแหน่งยางตามรูปแบบที่ได้ระบุได้ข้างต้น (ในขั้นตอนนี้หากมีอุปกรณ์เช็คและเติมความดันลมยางก็สามารถลงมือเติมลมยางได้ก่อนใส่ยางเข้าไปใหม่ด้วย) แล้วจึงใส่ล้อที่เปลี่ยนตำแหน่งแล้วเข้าไปทีละข้างจนครบทั้ง 4 ล้อ ขันนอตกลับให้แน่น โดยเริ่มจากขันด้วยมือให้สุดระยะที่มือไม่สามารถหมุนนอตได้แล้วจึงใช้ประแจขันต่อ (หากมีบล็อกลมช่วยยิงนอตก็จะสะดวกขึ้นมาก) นำขาตั้งออกทีละฝั่งจนหมด เท่านี้ก็เรียบร้อย


          อย่างไรก็ดี หากกลับไปขับขี่แล้วรู้สึกว่าไม่สามารถบังคับพวงมาลัยรถได้เหมือนเช่นปกติ คราวนี้คงไร้ทางเลือกที่จะปรับเอง แต่ต้องพารถคันเก่งไปเข้าศูนย์เพื่อตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่แล้วล่ะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

ง่ายและปลอดภัย มาทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS กัน

ทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autorepair.about.com

          สัญญาณไฟเตือนการทำงานบนระบบ ABS บอกถึงความผิดปกติในรถ บางครั้งที่สัญญาณนี้เตือนเพราะว่าปัญหาเล็ก ๆ อย่างเรื่องตัวจับสัญญาณสกปรก ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้งานปกติทั่วไป ซึ่งการที่ตัวจับสัญญาณสกปรกอาจทำให้การทำงานของระบบไม่ปกติเราควรแก้ไขโดยเร็ว

          ก่อนจะกล่าวถึงการทำความสะอาด ขอกล่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงการทำงานของระบบ ABS เสียหน่อยครับ ระบบ ABS หรือ Anti-locking brake system เป็นระบบที่ช่วยในการเบรกฉุกเฉินของรถ ช่วยให้ล้อของรถไม่ล็อกจากการเบรกกะทันหัน โดยการเบรกกะทันหันจะทำให้น้ำมันเบรกความดันสูงฉับพลัน ส่งผลให้เกิดอาการล้อตายและรถลื่นไถล โดยชุด ABS จะช่วยในการควบคุมการเปิดปิดวาล์วน้ำมันเบรกให้สัมพันธ์กับอัตราการหมุนของเฟืองในความถี่ในระดับที่ไม่ทำให้เกิดความดันสูงจนล้อตาย ดังนั้น หากตัวเซ็นเซอร์ของเราสกปรกจนไม่สามารถจับสัญญาณได้ อาจทำให้ระบบเบรกทำงานได้ไม่เต็มที่

          ก่อนจะเริ่มลงมือทำความสะอาด เราจะเตรียมอุปกรณ์ในการทำดังนี้
           ชุดประแจมาตรฐาน

           ชุดประแจถอดล้อรถ

           แม่แรงยกรถ

           ผ้าเช็ดทำความสะอาด ควรเป็นผ้าที่แข็งเล็กน้อยเพื่อปัดฝุ่นออกได้ดี

ใช้แม่แรงที่แข็งแรงมั่งคงยกรถ

           ขั้นตอนแรก 

          ใช้แม่แรงที่แข็งแรงมั่งคงยกรถขึ้น  แล้วทำการถอดล้อรถ เริ่มที่ล้อหน้าก่อน โดยให้หันล้อไปในฝั่งตรงข้าม เพื่อที่สามารถมองหาตัวเซ็นเซอร์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากทำงานกับล้อหน้าฝั่งคนนั่งหรือฝั่งซ้าย ให้หันล้อไปทิศทางเลี้ยวขวา เป็นต้น

ตัวเซ็นเซอร์ของระบบ ABS

           ขั้นตอนที่สอง 

          มองหาตัวเซ็นเซอร์ของระบบ ABS ซึ่งมักจะติดกับตัวถังรถหรือระบบกันสะเทือน อาจมองหาโดยไล่จากบริเวณที่มีสายไฟหรือขั้วไฟก็ได้ ซึ่งรถแต่ละคันจะติดตั้งไม่เหมือนกัน เมื่อเจอแล้วให้ทำการไขอย่างเบามือ อย่ากระชากออกรุนแรงนะครับ เพราะระบบไฟอาจเสียหายได้

นำผ้ามาเช็ดให้สะอาด

           ขั้นตอนที่สาม          นำผ้ามาเช็ดให้สะอาด ควรใช้ผ้าเช็ดเปล่า ๆ ไม่แนะนำให้ใช้สารทำความสะอาดอื่น ๆ เช็ด เพราะอาจมีผลต่อการทำงานของตัวเซ็นเซอร์ เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้ใส่กลับลงไปที่เดิมอย่างระมัดระวัง

          การทำความสะอาดเซ็นเซอร์เป็นการแก้ปัญหาระบบเบรก ABS โดยพื้นฐานเท่านั้น อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด ถ้าหากว่าเราทำจนเสร็จแล้ว ยังมีไฟเตือนขึ้นอยู่ ควรนำรถเข้าไปตรวจสภาพได้แล้วครับ เพื่อความปลอดภัยของเราในยามฉุกเฉิน

          วิธีการดูแลรถโดยพื้นฐานแบบนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่แล้ว ยังสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลงไปได้นะครับ อย่างไรก็ตาม การนำรถเข้าตรวจเช็กตามระยะยังเป็นเรื่องที่จำเป็นนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถของเราเองและรักษาสภาพการใช้งานของรถ เรายังมีวิธีการดูแลรักษารถที่ชาวกระปุกสามารถทำได้เองอีกมากมาย อย่าลืมติดตามกันนะครับผม

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

เปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตัวเองง่าย ๆ คุณก็ทำเองได้

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autorepair.about.com

          หากคุณเองลืมเช็กไฟหน้ารถอยู่เป็นระยะ ๆ แล้วล่ะก็ อาจทำให้ไฟหน้ารถคุณเสียโดยที่คุณไม่รู้ตัว จนทำให้คุณอาจเจอตำรวจออกใบสั่ง เรียกไปจ่ายค่าปรับได้ง่าย ๆ และหากคุณนำรถไปเปลี่ยนไฟหน้าที่ศูนย์ บางครั้งทางศูนย์อาจคิดค่าเปลี่ยนไฟหน้า ในราคาที่แพงกว่าค่าหลอดไฟหลอดถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้น กระปุกคาร์ จึงขอนำเสนอวิธีการเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง และแน่นอนว่า คุณก็ทำเองได้เช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม วิธีการเปลี่ยนไฟหน้านี้ เป็นการเปลี่ยนไฟหน้าหลอดไฟแบบฮาโลเจน ที่มีหลอดไฟอยู่ด้านหลังเลนส์ และใช้ไม่ได้ผลในรถที่เป็นไฟหน้าแบบซีลบีม

           1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ได้แก่ กุญแจรถ ไขควงปากแบนขนาดเล็ก 1 อัน ขนาดใหญ่ 1 อัน เปิดฝากระโปรงรถขึ้น ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง รอให้เครื่องเย็นก่อน

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           2. ให้มองหาบริเวณตรงด้านหลังของไฟหน้าที่เชื่อมกับเครื่องยนต์ โดยจะมีสายไฟ 3 เส้นออกมาจากปลั๊กที่ดูคล้ายกับสี่เหลี่ยมคางหมู

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           3. สายไฟทั้ง 3 เส้นที่ติดอยู่กับปลั๊กนั้น เป็นฐานของไฟหน้าโดยตรง ปลั๊กนี้จะถูกยึดไว้โดยพลาสติก คลิปเหล็ก หรือถูกขันนอตเอาไว้ หากปลั๊กถูกยึดไว้ด้วยพลาสติก ให้ใช้นิ้วโป้งกดพลาสติกชิ้นนั้นลงไป แต่ต้องเบามือ แล้วพลาสติกจะเลื่อนออก หากปลั๊กถูกยึดด้วยคลิปเหล็ก ให้ดึงคลิปขึ้นมา อย่างเบามือ แล้วไฟหน้าจะหลุดออกมาเอง หรือหากปลั๊กไฟถูกยึดไว้ด้วยน็อต ก็ให้ขันนอตออกเสีย

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           4. พอถอดปลั๊กออกได้แล้ว คุณก็สามารถถอดหลอดไฟได้โดยการจับที่ฐาน และดึงหลอดออกมา แต่ในบางครั้ง คุณอาจต้องหมุนหลอดไฟเล็กน้อยเพื่อให้หลอดไฟหลุดออกมา

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           5. ก่อนที่จะเอาหลอดไฟดวงใหม่ใส่เข้าไป ให้เอากระดาษทิชชูหรือผ้าสะอาดหยิบหลอดไฟออกมา เพราะหากน้ำมันบนมือไปโดนหลอดไฟแล้ว อาจทำให้หลอดไฟขาดก่อนเวลาอันควร จากนั้น ให้จับหลอดไฟตัวใหม่ที่ฐาน แล้วใส่เข้าไปในไฟหน้าจนแน่นสนิท

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           6. ใส่ปลั๊กและสายไฟเข้าไปตามเดิม จากนั้นก็ลองทดสอบดู หากได้ผลไฟหน้าก็จะติดขึ้นมา

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดูแลรักษาสีรถให้สดสวย

ดูแลรักษาสีรถ

ดูแลรักษาสีรถให้สดสวย (GM CAR)

เรื่อง : M.T.T.S 3415153

          เวลาได้รถใหม่เรามักจะทุ่มทุนมากเป็นพิเศษ ในการดูแลรักษารถ เพื่อให้สดสวยสดใสอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีรถคันแรกแล้วก็ต้องรู้จักดูแลรักษา รวมถึงรู้จักเลือกของตกแต่งให้มันคุ้มเงิน และควรรู้ว่าอะไรควรเปลี่ยนหรืออะไรไม่ควรเปลี่ยน อะไรเลือกแบบประหยัดได้ หรืออะไรไม่ควรเขียม เพื่อให้รถของคุณสวยงาม และมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด

          นอกเหนือจากการตกแต่งรถยนต์แล้ว การดูแลรักษารถยนต์ก็เป็นเรื่องที่เจ้าของรถให้ความสำคัญ วันนี้เราจะคุยเรื่องของการดูแลรักษาสีรถให้มีความสดสวยและสดใสอยู่เสมอ การดูแลสีรถไม่ได้หมายความแค่การล้างทำความสะอาด ลงแว็กซ์ หรือเคลือบเงา มันมีความละเอียดอ่อนและมีกรรมวิธีมากกว่านั้นเรื่องราวของการดูแลรักษาสีรถ นั้นมีมากมายจริง ๆ เมื่อรับรถมาแล้วส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเรื่องของการเคลือบสีตัวรถ บ้างก็ได้แพ็คเกจแถมมาในเรื่องของการขัดเคลือบสี ลองมาทำความเข้าใจกับคำว่าดูแลรักษาสีรถกันก่อนนะครับ

ขัดเคลือบสี

           ขัดเคลือบสี

          เรามักได้ยินคำนี้กันบ่อย ๆ และเข้าใจว่าคือ ขั้นตอนเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วนั้นแยกจากกันเป็นสองขั้นตอน คือ “ขัดสี” กับ “เคลือบสี”

          ทำไมต้อง “ขัดสี” เมื่อรถใช้งานไปนาน ๆ จะมีริ้วรอยขนแมวเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการล้างและเช็ดด้วยผ้าที่ไม่สะอาด หรืออมฝุ่นรถสีเข้ม เช่น สีดำ น้ำเงิน ส้ม หรือสีสด ๆ จะเห็นรอยขนแมวชัดเจน รวมถึงเกิดจากคราบยางไม้ ขี้แมลง ทำให้การเช็ดล้างกลายเป็นบ่อเกิดของรอยขนแมว ดังนั้นจึงต้องมีการขัดสีเพื่อลบรอยขนแมวออกก่อน

          การขัดสีก็คือขัด ผิวหน้าของสีหรือแล็กเกอร์ออกไป เพื่อให้สีเรียบเนียนและก่อให้เกิดความเงางาม การขัดผิวหน้าของสีหรือแล็กเกอร์ออกไป นั้นทำให้ชั้นสีที่เคลือบอยู่บางลง เหมือนเวลาที่เราขัดหน้าด้วยผงขัดละเอียด ๆ แม้หน้าจะกระจ่างใสขึ้น แต่หลังจากทำแล้วจะรู้สึกแสบ ๆ ผิวหน้านั่นเป็นเพราะผิวหนังถูกขัดออกไปนั่นเอง

          เมื่อขัดสีเสร็จเรียบร้อยถึงจะต่อด้วยขั้นตอน “เคลือบสี” เพื่อให้ผิวที่ถูกขัดออกไปแล้วมีความเงางามยิ่งขึ้น และเป็นตัวเคลือบเพื่อคอยปกป้องชั้นสีที่ถูกขัดออกไปให้มีความแข็งแรงทนทาน ต่อรอยขีดข่วนมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรขัดสีบ่อยในรถเก่าที่ใช้งานมาหลายปี เมื่อขัดและเคลือบสีแล้ว ต้องคอยไปเคลือบสีซ้ำตามระยะเวลาของผู้ผลิตน้ำยาเคลือบกำหนด เพื่อให้ผิวที่ขัดแล้วมีอายุการใช้งานยาวนานนั่นเอง

ขัดหยาบ ขัดละเอียด

           ขัดหยาบ ขัดละเอียด

          การขัดสีนั้นจะแบ่งเป็นสองลักษณะขึ้นอยู่กับสารเคมีหรือยาขัด โดยปกติแล้วจะมีน้ำยาแบบ “ขัดหยาบ” กับน้ำยาแบบ “ขัดละเอียด” กรณีที่ผิวของแล็กเกอร์เป็นรอยลึก ต้องใช้น้ำยาแบบขัดหยาบก่อนเพื่อให้ผิวของแล็กเกอร์บางลง จากนั้นตามด้วยน้ำยาขัดละเอียดเพื่อที่จะให้ผิวที่ถูกขัดชั้นแรกเรียบเนียน ขึ้น จากนั้นจึงจะตามด้วยน้ำยาเคลือบและชักเงา

          การขัดเคลือบสีก็เหมือนกับงานไม้ การจะลงแล็กเกอร์บนเนื้อไม้ให้ขึ้นเงาเรียบเนียนนั้น ต้องใช้กระดาษทรายหยาบลงผิวเพื่อเก็บเสี้ยนไม้ชิ้นใหญ่ ๆ ก่อน เมื่อผิวเรียบดีเสมอกัน แล้วจะลงด้วยกระดาษทรายละเอียด เพื่อให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้นก่อนจะลงแล็กเกอร์เคลือบเนื้อไม้เป็นขั้นตอน ต่อไป ซึ่งไม่ต่างจากการขัดสีเลย ดังนั้นเจ้าของรถจึงไม่ควรขัดสีตัวรถบ่อย เพราะจะทำให้ชั้นแล็กเกอร์หรือเนื้อสีบางลง แต่การเคลือบสีนั้นสามารถทำได้บ่อยครั้ง
          น้ำยัดละเอียดมีหลายลักษณะ แบบชนิดที่ไม่กัดสีหรือแล็กเกอร์นั้นก็มี ส่วนมากเรามักคุ้นเคยกับคำว่า “ขัดขี้ไคล” นั่นก็คือคราบสกปรกที่เกาะติดแน่นจนการล้างธรรมดาไม่ออกนั่นเอง เมื่อใช้งานไปสักระยะต้องมีการขัดขี้ไคลเพื่อคืนความสดใสของสี

          โปรแกรมการเคลือบดูแลรักษาสีรถยนต์ปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อหลายลักษณะ แต่เมื่อขายเป็นแพ็คเกจมีราคาตั้งแต่ 3,000-4,000 บาทขึ้นไป จนถึงระดับหลักหมื่น อันนี้ต้องเลือกตามความเหมาะสมของเงินในกระเป๋า

GLASS COATING

           GLASS COATING

          ถ้าคุณมีเงินระดับหลักหมื่นลองดูเทคโนโลยี ต่อไปนี้ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะช่วยให้เกิดความเงางามยาวนานและช่วยลดเวลาในการเข้าไปใช้บริการได้มาก นั่นก็คือการเคลือบผิวแบบ Glass Coating หรือภาษาติดปากก็คือการเคลือบแก้ว

          ปัจจุบันเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับคนที่รักความเงางามคือการเคลือบแก้ว เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สีมีความเงางามและดูฉ่ำขึ้นมาก จากสีดำก็จะเป็นคำขลับเงางาม สีน้ำเงินก็จะเป็นน้ำเงินสดยิ่งขึ้น

          ข้อดีอีกอย่างคือการเคลือบจะทำให้ผิวของสีมีความแข็งขึ้น ทนต่อรอยการขีดข่วนและการเป็นขนแมวได้ดี คราบยางไม้ ขี้แมลง หรือคราบสกปรกอื่น ๆ เกาะติดได้ยาก การทำความสะอาดก็ง่าย แต่มีราคาค่อนข้างสูง ปัจจุบันราคาการเคลือบลดลงไปมากจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน

          ในรถขนาดอีโค คาร์ และซับคอมแพ็คท์ เดี๋ยวนี้มีแพ็คเกจตั้งแต่ไม่ถึงหมื่นจนถึง 20,000 บาท ถามว่าคุ้มไหมเมื่อเทียบกับการซื้อแพ็คเกจขัดเคลือบสี ที่ต้องคอยไปทำทุกเดือน บอกได้เลยว่าคุ้มค่ากว่ามาก
การเคลือบแก้วจะทำ ให้คุณเอาเวลาที่ต้องไปรอขัดเคลือบสีไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ เพราะการเคลือบแบบนี้จะเว้นช่วยเวลาค่อนข้างนานกว่า จะไปเติมทรีตเมนต์อีกครั้ง และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเยอะ ถ้าคุณชอบความเงางามและดูแลรักษาง่าย การเคลือบแก้วเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและควรจะเริ่มทำทันทีเมื่อออกจากโชว์รูม

          ขั้นตอนก็คือการใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติเด่นหลาย ๆ ด้านผนวกเข้าด้วยกัน เช่น การยืดเกาะกับผิวสีเดิมอย่างแน่นหนา และคุณสมบัติความแข็งแบบผิวกระจกนั่นจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ยากขึ้น มีความเงางามมากเป็นพิเศษรวมถึงคุณสมบัติเรื่องของความลื่นของผิวสัมผัส ทำให้ฝุ่นหรือคราบต่าง ๆ เกาะติดยาก ทำให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายกว่า

          สาเหตุที่ทำให้สีรถหมองไม่เงางามคือแสง UV ดังนั้นสารเคมีที่ผสมลงไปจะต้องมีคุณสมบัติของการป้องกันและสะท้อนแสง UV ได้ด้วย เมื่อผิวหน้าของสีแข็งและเป็นมันเงา ความชื้นก็ยากจะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อสี ซึ่งเป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้สีเสื่อมสภาพและหมองคล้ำ

          กรณีที่คิดจะใส่ชุดสปอยเลอร์รอบคัน การเลือกวัสดุอาจส่งผลในเรื่องความเรียบเนียนและความเงางามของชิ้นส่วนด้วย เพราะสปอยเลอร์ ก็ต้องพ่นสีเดียวกับตัวรถ ในเรื่องของการเลือกชุดสปอยเลอร์นั้นต้องบอกว่ามีความสำคัญมากโดยหลัก ๆ แล้วชุดแต่งเหล่านี้จะแบ่งเป็น 3 แหล่งที่มาใหญ่ ๆ คือ ชุดแต่งจากโรงงาน ชุดแต่งจากสำนักแต่งมาตรฐาน และชุดแต่งทำมือจากร้านแต่งทั่วไป

          ชุดแต่งจากโรงงานกับสำนักแต่งมาตรฐานส่วนมากจะมีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะของจากสำนักแต่งมาตรฐานยี่ห้อดัง ๆ จะมีราคาค่อนข้างแพง แต่วัสดุที่ใช้ทั้งสองกลุ่มนี้มักจะเป็นวัสดุพวกพลาสติก ABS หรือพลาสติกแบบ PP รวมถึงไฟเบอร์แบบฉีดขึ้นรูปจากแม่พิมพ์ ชุดแต่งจากทั้งสองแหล่งนี้จะมีความเรียบเนียนของผิว และแนบสนิทกับตัวถังรถเป็นอย่างดี ชิ้นงานเมื่อทำสี ก็จะมีความเงางามเช่นเดียวกับผิวของตัวรถ


          ส่วนสปอยเลอร์จากร้านทั่ว ๆ ไปที่ออกแบบเองหรือก๊อปเขามาส่วนใหญ่จะเป็นงานไฟเบอร์ที่ขึ้นรูปด้วยมือ ดังนั้นชิ้นงานที่ออกมาจะไม่ค่อยมีความเรียบเนียน และเมื่อทำสีแล้วจะไม่ค่อยมีความมันวาวอย่างที่ควรจะเป็น หรือใช้ไปไม่นาน ก็จะเริ่มซีดและด้านมากขึ้น ดังนั้นการเลือกสปอยเลอร์ควรจะเลือกวัสดุที่เป็นพลาสติกหรือไฟเบอร์แบบฉีดขึ้นรูป เพราะในการใช้งานนั้นมันยืดหยุ่นและให้ตัวได้

          การทำสีสปอยเลอร์ในรถใหม่ ต้องใช้กรรมวิธีเดียวกับทำสีตัวรถ ถ้าจะให้ดีต้องพ่นด้วยระบบ 2K สีจะได้เงางามและทนทานเหมือนกับกันชนหน้าและหลังที่ออกมาจากโรงงาน

          การทำสีอีกวิธีหนึ่งคือการพ่นแล้วเคลือบด้วยแล็กเกอร์แบบเก่า การทำสีแบบนี้จะถูกแม้ว่าจะมีความสดสวยเหมือนกับตัวถังรถ แต่มันก็คงความสดสวยได้ไม่นานนักผ่านไป 1-2 ปีก็จะเห็นความแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะรถสีขาว บรอนซ์ น้ำเงิน แดง และรถสีเมทัลลิกทั้งหลาย ดังนั้น ถ้าคิดจะใส่สปอยเลอร์ต้องเลือกที่มีคุณภาพ การทำสีก็ต้องยอมทำสีแพงหน่อยเพื่อให้ระยะยาวสีสดสวยไม่ผิดเพี้ยน

ผ้าคลุมรถ

           ผ้าคลุมรถ

          ไม่ว่าจะผืนหลักร้อย ผืนละสามพัน หรือแพงกว่านั้น ไม่ควรคลุมแล้วจอดกลางแจ้งเพราะไอร้อนที่เกิดขึ้นใต้ผ้าคลุมรถนั้นสะสมสูงมาก สูงชนิดที่ว่าอาจจะทำให้ผ้าหรือสารเคมีที่เคลือบอยู่ เช่น ผ้าคลุมกันน้ำ ละลายติดกับสีรถได้เลย กรณีแบบนี้เจอกันบ่อยครั้ง การใช้ผ้าคลุมรถควรใช้ในที่ร่ม เท่านั้นแล้วควรเลือกผ้าคลุมที่มีคุณภาพระบายความร้อนและความชื้นได้ดี

การจอดรถกลางแจ้ง

           การจอดรถกลางแจ้ง
          จะทำให้แสง UV ทำลายสีรถโดยตรง กรณีไม่มีโรงรถหรือหลังคาที่กันน้ำกันแดดได้ดี ควรติดกันสาดที่กรอบกระจกทุกบาน กันสาดนี้จะช่วยกันฝนไม่ให้เข้าไปในห้องโดยสารเมื่อเราเปิดแง้มกระจกไว้
การ แง้มกระจกไว้สักหนึ่งนิ้วจะช่วยให้การระบายไอร้อนในรถทำได้ดีขึ้น ลดอุณหภูมิในห้องโดยสารได้มาก เมื่อในห้องโดยสารระบายความร้อนได้ดี สามารถช่วยให้หลังคารถอุณหภูมิไม่สะสมสูงนัก สีหลังคาก็จะไม่โดนทำร้ายมากนัก

          กรณีต้องจอดรถได้ต้นไม้ ถ้าเป็นไม้พุ่มทึบที่สามารถสร้างร่มเงาได้ดี สามารถเอาผ้าคุลมรถมาใช้เพื่อป้องกันยางไม้และขี้แมลงได้
          กรณีมีที่จอดประจำแต่ไม่มีหลังคาให้ร่มเงา หลังคาโรงรถแบบพับได้หรือเต็นท์ราคา 3,000-4,000 บาท ก็ช่วยได้ เพียงแต่เจ้าของสถานที่ยินยอม กรณีที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้ร่มเงาได้ การเคลือบแก้วหรือการเคลือบสีเป็นประจำสามารถช่วยให้สีทนต่อแดดได้มากขึ้น

ทำอย่างไร เมื่อรถโดนปูนซีเมนต์สี ยางมะตอย หรือวัสดุก่อสร้าง

           ทำอย่างไร เมื่อรถโดนปูนซีเมนต์สี ยางมะตอย หรือวัสดุก่อสร้าง
          เมื่อขับรถผ่านสถานทีก่อสร้างโดยเฉพาะการสร้างถนน เราหลีกเลี่ยงได้ยากถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มาติดรถเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นน้ำปูนซีเมนต์สี หรือแม้แต่ยางมะตอย เมื่อผ่านุดนั้นมาควรหาคาร์แคร์เพื่อทำการล้างทำความสะอาดโดดเร็ว

          เพราะการทำความสะอาดก่อนที่สิ่งเหล่านั้น จะแข็งตัว จะทำความสะอาดได้ง่ายไม่ทำให้สีเสียหาย ควรหาคาร์แคร์ที่มีมาตรฐาน เพราะจะมีน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่ตรงกับความต้องการ เช่น ขจัดคราบปูนซีเมนต์ สี ยางมะตอย ฯลฯ
          ถ้าไม่ทราบว่าเป็นอะไรและสิ่งที่เกาะแน่นเหล่านั้นดูท่าว่าจะไม่สามารถเอาออกได้ง่าย ๆ ควรทำใจและเปลี่ยนไปอู่สีแทน เพราะบางครั้งคาร์แคร์คิดค่าบริการแพงมาก เช่น บังโคลนหลังอย่างเดียว 2,000 บาท บวก-ลบนิดหน่อย และไม่แน่ใจด้วยว่าจะทำให้สีเงางามเหมือนเดิมหรือไม่ กรณีแบบนี้ไปหาอู่สีทำสีใหม่ทั้งชิ้นอาจจะใช้เงินราว 3,000 บาทเศษ แต่สีออกมาเงางามเหมือนเดิม เป็นการเพิ่มเงินอีกนิดแต่ได้ความคุ้มค่ามากกว่า ไม่อย่างนั้นต้องเสียเงินสองครั้ง คือไปคาร์แคร์แล้วก็ต้องย้อนมาอู่สีเหมือนเดิม

Wrap ตัวถัง

           Wrap ตัวถัง

          เพื่อเปลี่ยนสีหรือติดสติ๊กเกอร์เคฟลาร์ก็ตามทีการ Wrap ตัวถังด้วยสติ๊กเกอร์สี สวยงามในเวลาสั้น ๆ และเป็นการลงทุนที่แพง ระยะยาวเมื่อลอกสติ๊กเกอร์ออกมาแล้วมักจะพบรอยคัตเตอร์รอยขูดขีด หรือแม้แต่สีลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ

          รวมถึงการติดสติ๊กเกอร์ผิดไปจากสีที่จดทะเบียนไว้ก็ผิดกฎหมายด้วย ถ้าอยากเปลี่ยนสีเพิ่มเงินอีก 30-50 เปอร์เซ็นต์ แล้วเข้าอู่ทำสีจะเป็นการดีกว่า ได้สีที่เงางาม และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า และสิ่งสำคัญเมื่อเปลี่ยนสีแล้วต้องรีบไปแจ้งเปลี่ยนสีเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง

          การติดสติ๊กเกอร์ฝากระโปรง หลังคา ก็ต้องดูด้วยว่าไม่ให้พื้นที่ของสีเกินกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของตัวรถ ถ้าเกินต้องไปแจ้งเปลี่ยนสี ไม่อย่างนั้น ก็จะโดนเรียกโดนใบสั่งอยู่บ่อย ๆ

เคลือบภายในห้องโดยสาร

           เคลือบภายในห้องโดยสาร

          สำหรับรถที่เป็นเบาะผ้า ยิ่งเป็นเบาะสีอ่อนด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้การดูแลรักษาเป็นอย่างมาก เบาะผ้าเมื่อออกรถมาใหม่ควรเข้าไปพ่นน้ำยากันน้ำ และปกป้องเนื้อผ้า น้ำยาเคมีที่ฉีดพ่นลงไปนั้น จะช่วยให้เบาะผ้าไม่เป็นรอยต่างหรือเป็นดวง เพราะจะทำให้น้ำซึมเข้าเนื้อผ้าได้ยากขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เบาะนั่งดำหรือเป็นคราบไคลติดแน่น

          ส่วนเบาะหนัง ถ้าเป็นโทนสีอ่อนก็ต้องเคลือบน้ำยาเช่นกัน เบาะนั่งสีอ่อนหรือโทนสีเบจนั้นแค่ช่วงเวลาไม่กี่เดือน ก็จะเห็นชัดเจนว่าเป็นคราบดำด่าง น้ำยาที่เคลือบจะช่วยไม่ให้เบาะหนังเสื่อมสภาพเร็ว และป้องกันไม่ให้เลอะง่าย


          นอกจากการดูแลรักษาด้วยการใช้บริการจากคาร์แคร์แล้ว ควรหลีกเลี่ยงผ้ายีนส์สีเข้ม ๆ ยิ่งซื้อมาใหม่ ๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะสีย้อมที่ติดมากับผ้ามันจะไปทำให้เบาะนั่งไม่ว่าจะเป็นเผ้าหรือหนังสกปรก พูดง่าย ๆ ก็คือสีจากผ้าตกใส่เบาะนั่นเอง ถ้าเป็นเบาะผ้ายิ่งทำความสะอาดหรือฟอกให้เหมือนเดิมได้ยาก

ต้องสวยทั้งภายนอกและภายใน

           ต้องสวยทั้งภายนอกและภายใน

          การดูแลภายในห้องโดย อีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการทำความสะอาดแล้ว ถ้าหลีกเลี่ยงการจอดกลางแจ้งไม่ได้ก็ควรติดกันสาด เพื่อแง้มกระจกให้การระบายความร้อนออกไปทำได้ดี การปล่อยให้ห้องโดยสารมีความร้อนสูงจะทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกเสื่อมสภาพเร็ว ชิ้นส่วนบริเวณคอนโซลหรือแผงประตูจะมีเสียงดังออดแอดเวลารถวิ่ง และบางชิ้นก็กรอบแตกก่อนเวลาอันสมควร

          อีกทางคือการเลือกฟิล์มกรองแสง ที่มีคุณภาพสามารถสะท้อนแสง UV และสะท้อนความร้อนได้ดี ลงทุนแพงหน่อยแต่ใช้งานได้ยาวนานรวมถึงยึดอายุชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารด้วย พวกน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ ควรหลีกเลี่ยงยิ่งห้องโดยสารร้อนมากเท่าไหร่ สารเคมีที่ฟุ้งกระจายในรถ อาจเป็นตัวการทำให้คอยล์เย็นอุดตันเร็วหรือชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น ฟิล์มกรองแสงเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

ห้องเครื่อง

           ห้องเครื่อง

          นอกเหนือจากการดูแลรักษาสีรถ และภายในห้องโดยสารด้วยแล้ว ห้องเครื่องเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องดูแลทำความสะอาด แต่ห้องเครื่องเพียงจุดเดียวที่อยากบอกว่า แค่ทำให้พอสะอาดไม่ต้องถึงกับเอี่ยมอ่อง เพราะการทำความสะอาดห้องเครื่องไม่เหมือนกับการทำความสะอาดส่วนอื่น ๆ ของตัวรถ เพราะเครื่องยนต์ประกอบด้วยโลหะหลายชนิด แถมมีชิ้นส่วนพลาสติก ยาง ฯลฯ มากมาย ห้องเครื่องทำความสะอาดแค่ใช้ลมเป่าฝุ่นออกหรือใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดก็พอ ไม่ควรพ่นน้ำยาเคลือบใด ๆ ทั้งสิ้น

          การล้างห้องเครื่องเป็นสิ่งที่ ควรหลีกเลี่ยง แต่ไม่ใช่ว่าไม่ล้างเลย อย่างมากล้างปีละครั้งหลังหมดหน้าฝน หรือล้างหลังจากซ่อมเครื่องมาก็ได้

          การล้างห้องเครื่องนั้นคุณต้องมีเวลาว่างพอ และร้านที่จะทำต้องมีความรับผิดชอบพอ การล้างห้องเครื่องที่ถูกต้องนั้น

          1.    ต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นเสียก่อน เย็นขนาดที่ว่าเอามือจับท่อไอเสียได้นั่นแหละ

          2.    ต้องไม่ใช้น้ำแรงดันสูงฉีดล้างโดยเด็ดขาด การล้างที่ถูกต้องคือใช้น้ำยาทำความสะอาดห้องเครื่องฉีดพ่นจะเป็นแบบสเปรย์ กระป๋อง ใช้ฟ็อกกี้ หรือใช้กาพ่นสีพ่นก็ได้ จากนั้นใช้แปรงไนลอนขัดความสะอาด


          น้ำยาบางตัวจะระบุเลยว่าให้ใช้น้ำใส่ฟ็อกกี้หรือกาพ่นสี พ่นทำความสะอาดซ้ำ แล้วใช้ลมเป่าให้แห้ง ใช้ผ้าเช็ดเพิ่มเติม แค่นี้พอแล้วสำหรับห้องเครื่องยนต์

          ทำไมต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นก่อนและไม่ควรใช้น้ำแรงดันสูงฉีด นั่นเพราะว่าชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นฝาสูบ เกียร์ท่อไอเสีย และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เมื่อเครื่องทำงาน ความร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ โลหะต่างชนิดกัน เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวไม่เท่ากัน ถ้าล้างห้องเครื่องขณะเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ จะทำให้โลหะเกิดการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว การเย็นตัว เพราะโดนน้ำเย็นปริมาณมาก ๆ ทำให้ชิ้นส่วนหดตัวอย่างรวดเร็ว โลหะต่างชนิดกันหดตัวต่างกัน มีโอกาสทำให้เสื้อสูบ ฝาสูบ ท่อไอเสีย แตกร้าวได้ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอยล์ ฯลฯ ก็อาจลัดวงจรได้ง่าย และการใช้น้ำแรงดันสูงอาจจะทำให้ชิ้นส่วนพลาสติก ยาง เสียหายได้ด้วย
          การดูแลรักษารถยนต์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็เลือกพิจารณาให้ถี่ถ้วนเหมาะสม ถือว่าเป็นการใช้งานอย่างคุ้มค่าอีกทางหนึ่งด้วย

           Did You Know? 

          แต่ค่าใช้จ่ายในการเคลือบแก้วค่อนข้างสูง เริ่มต้นในรถเล็กก็ต้องมีหมื่นบาทเศษ ๆ ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจ แต่ดูแลกันยาวนานถึง 3 ปีก็มีเจ้าของรถต้องลองเปรียบเทียบดูกับการเคลือบสีปกติ ถ้า 1 ปีต้องใช้เงินดูแลรักษาสีรถตั้งแต่ 5,000-8,000 บาทขึ้นไป สู้รวมเงินเอามาทำเคลือบแก้วจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

7 อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ หากคุณรักการลุยออฟโรด

          7  อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ  ​ไป​ลุยออฟโรด แนะนำ 7 อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ สำหรับลุยออฟโรด            ​การขับขี่ออฟโรด นั้นหมายถึงเส้...