วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

วิธีล้างพัดลมแอร์ด้วยตัวเอง ทำง่าย ๆ แอร์เย็นฉ่ำ

วิธีล้างพัดลมแอร์
เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ yai6000 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

           ประเทศไทยนั้นเป็นเมืองร้อน หากรถยนต์คันไหนแอร์เสีย หรือมีปัญหาแอร์ไม่เย็นฉ่ำ รับรองว่าขับรถแบบไม่เป็นสุขแน่นอน วันนี้เราจึงนำความรู้และวิธีถอดล้างพัดลมแอร์ของ Isuzu D-Max จากคุณ Yai6000 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาให้ศึกษากันครับ

           ถาม - ตอบ ข้อสงสัยการถอดล้างพัดลมแอร์โดยคุณ Yai6000 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

            อาจจะมีคำถามจากหลาย ๆ ท่าน ของมันอยู่ดี ๆ ไปถอดล้างทำไม ?

           อืม....ที่ต้องถอดล้างพัดลมแอร์ ก็เพราะว่ามีฝุ่นผงเข้าไปติด ก่อความสกปรกที่ใบพัดทำให้แรงพัดลมเบาลงไป โดยหลักการแล้วมันก็เหมือนพัดลมตั้งพื้นที่บ้าน ที่มีฝุ่นเกาะ

            แล้วทำไม ? ไม่ถอดล้างคอยด์เย็นไปด้วยเลยล่ะ มันก็มีฝุ่นเกาะเหมือนกัน

           ก็เป็นเพราะว่ามันถอดออกมาไม่ได้ หรือล้วงเข้าไปไม่ถึงนั้นเอง ถอดพัดลมแอร์ง่ายกว่า

            ปัญหาหลัก ๆ ก็มาจากฝุ่นผง ที่ลอยอยู่ในอากาศ มีอะไรที่พอจะช่วยได้บ้างไหม ?

           ให้ทำการกรีดช่องตู้แอร์ แล้วใส่กรองแอร์พร้อมฝาปิด ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ และให้ทำการเปลี่ยนไส้กรองแอร์ ทุก ๆ 20,000 กม. หรือถ้าใช้รถน้อย ก็ปีละครั้ง

            อ้าว... แล้ว รถยนต์ Isuzu ไม่มีการใส่ไส้กรองแอร์ มาจากโรงงาน เหรอ... สงสัย ?

           รถยนต์ Isuzu ไม่มีไส้กรองแอร์ติดตั้งมาจากโรงงานครับ เจ้าของรถต้องหาทางใส่เองไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่ในปัจจุบัน หรือเป็นรุ่นก่อนหน้านี้ ยืนยันได้เลยว่าไม่มีไส้กรองแอร์

           D.I.Y. ถอดล้างพัดลมแอร์ รถยนต์ All New Isuzu D-Max by Yai60005 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

วิธีล้างพัดลมแอร์

            หน้าตาของ ไส้กรองแอร์ พร้อมฝาปิดตู้แอร์ รถยนต์ All New Isuzu D-Max ส่วนจะเลือกใช้แบบไส้กรองกระดาษธรรมดา หรือว่าจะเป็นแบบไส้กรองคาร์บอน ก็แล้วแต่งบประมาณของแต่ละท่าน ลักษณะไส้กรองแอร์ และฝาก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ยี่ห้อรถ

วิธีล้างพัดลมแอร์

            ทำการถอดพัดลมแอร์ออกมา โดยถอดน็อตออก จำนวน 3 ตัว แล้วก็ทำการปลดปลั๊กสายไฟที่ทำการจ่ายไฟให้พัดลมแอร์ออก แล้วก็ถอดพัดลมแอร์ออกมา

วิธีล้างพัดลมแอร์

            รถคันนี้ ยังไม่ได้ใส่ไส้กรองแอร์ ใช้งานมาระยะทาง 70,000 Km. แล้ว สังเกตได้ว่ามีฝุ่นเกาะที่ใบพัดลมแอร์พอสมควร ไหน ๆ ก็ถอดออกมาแล้ว เราก็จะมาทำการถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อที่จะดำเนินการล้างให้เกลี้ยง ๆ

วิธีล้างพัดลมแอร์

            สังเกตฝุ่นดำ ๆ ที่ใบพัดลม ถ้าใส่ไส้กรองแอร์มานานแล้ว ฝุ่นจะน้อยกว่านี้มาก เนื่องจากฝุ่นผง โดนไส้กรองแอร์ กรองดักเอาไว้แล้ว

วิธีล้างพัดลมแอร์

            ถอดล้างพัดลมแอร์ All New Isuzu D-Max เนื่องจาก รถยนต์รุ่นนี้เป็นเครื่องดีเซลเทอร์โบเราจึงเลือกใช้ ซันไล เลมอน เทอร์โบ เป็นน้ำยาล้างทำความสะอาดใบพัดลมแอร์ เกี่ยวกันไหมเนี้ย ?

วิธีล้างพัดลมแอร์

            หลังจากล้างทำความสะอาด ก็ทำการเป่าแห้ง เตรียมประกอบกลับคืนที่เดิม

วิธีล้างพัดลมแอร์

            สำหรับรถยนต์ยี่ห้ออื่น ๆ ก็สามารถทำการถอดล้างพัดแอร์ เอาออกมาทำความสะอาดได้เหมือนกัน แต่เครื่องมือก็อาจจะแตกต่างกันไป จึงขอแนะนำ ประแจชุดบล็อค 1/4 นิ้ว ราคา350 บาท หาซื้อได้ที่ Home Pro เอาไว้สำหรับเอามาถอดอะไรเล่น ๆ กัน ตำแหน่งพัดลมแอร์ โดยส่วนมากจะอยู่ด้านหลังของ ที่เก็บลิ้นชักหน้ารถ ลองหาเครื่องมือแล้วถอดออกมาดูกันอะไรจะดีไปกว่าเจ้าของรถ สามารถดูแลรถยนต์ที่ใช้งานได้ด้วยตนเอง

           สำหรับรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ก็สามารถนำวิธีไปประยุกต์ใช้ได้ เพียงแต่ตำแหน่งอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย ทั้งนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคู่มือรถหรือสอบถามช่างซ่อมรถที่ใกล้บ้านรับรองว่าการดูแลรักษารถยนต์นอกจากจะสนุกแถมยังประหยัดเงินในกระเป๋ามากด้วยละครับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

ซักเบาะรถยนต์ ไม่ยากถ้าคิดจะทำ

ซักเบาะรถยนต์
How to Wash Car Seats ? เบาะผ้าเนี่ย...มันซักได้นะ (หนังสือนักเลงรถ )

          สวัสดีครับทุกท่านทั้งหลาย การซ่อมบำรุงนั้นเป็นสิ่งที่น่าทำที่สุดหากรถเราเกิดความเสียหายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม เช่นกันครับ ว่าการทำความสะอาดก็คงไม่ต่างกัน หากรถคันโปรดหรือจะไม่โปรดก็ตามมีส่วนที่เกิดความสกปรก หรือเกิดใช้ไปนาน ๆ เข้า มีสิ่งแปลกปลอมมาสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ ก็ควรทำความสะอาด แม้ว่าจุดประสงค์เบื้องต้น จะเพื่อความสวยงามก็ตาม แต่อย่างอื่นที่ตามมาอาจจะเป็นผลดีด้วยก็ได้

          เราจะมาพบกับการดูแลรักษาและทำความสะอาดชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร ที่เป็นทั้งหน้าตาที่สวยงาม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และอีกอย่างที่เราไม่ควรมองข้ามเลยนั่นก็คือส่วนที่จะเป็นตัวเก็บและสะสมความสกปรกจากฝุ่นละอองตัวยงเลยทีเดียว เจ้าสิ่งนั้นก็คือเบาะนั่งที่เป็นผ้านั่นเอง

ซักเบาะรถยนต์
          โดยมากรถกระบะในบ้านเราก็มักจะต้องเจอกับเบาะนั่งประเภทนี้อยู่แล้วเนื่องจากเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ ใช้ขนของและเดินทางกันเป็นส่วนใหญ่ต่างจากบรรดารถหรู ซึ่งก็อาจจะมีบรรดารถ PPV หรือ SUV ที่หน้าตาเหมือน ๆ กันและยังออกแบบภายในให้ใช้ชิ้นส่วนที่เหมือน ๆ กันแต่ถูกห่อหุ้มด้วย วัสดุที่ดูดีและสวยหรูกว่า เช่น หนังเทียมหรือ PVC ชนิดต่าง ๆ เอาเป็นว่าเราขอข้ามส่วนนั้นไปเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเบาะผ้าละกัน

          อาจจะเคยเห็นว่าร้านบริการล้างรถหรือคาร์แคร์ต่าง ๆ จะมีบริการซักเบาะฟอกเบาะและทำความสะอาด บรรดาสถานบริการที่ให้บริการทำความสะอาดเหล่าเบาะนั่งทั้งหลายด้วยเวลาและสถานที่รวมทั้งต้นทุนอาจจะถูกจำกัดวิธีการทำ หรือบางแห่งก็อาจจะแพงโลด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพงหรือชาร์จเยอะไปหน่อยก็ตาม

          แต่สำหรับเราจะขอนำเสนอเกี่ยวกับการทำความสะอาดที่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพงมาก รวมถึงการทำความสะอาดที่ลึกซึ้ง แน่นอนว่าจะต้องมีพื้นที่และเวลาให้มันเหมือนกันสำหรับการทำความสะอาดใหญ่นี้ วันหยุดเพียงวันเดียวอาจไม่เพียงพอขอบอกไว้ก่อนเพราะขั้นตอนในการทำอาจจะไม่เยอะหรือยาวนาน แต่ถ้าจะให้มันเสร็จสิ้นสมบูรณ์อาจจะต้องใช้เวลาอย่างที่กล่าวว่า

          ก่อนจะเข้าเรื่องของการลงมือก็จะกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก่อน หากเป็นเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เมื่อมันเลอะเทอะเปรอะเปื้อน การที่จะทำความสะอาดให้ได้อย่างดีก็คือการนำไปซักให้สะอาด ต่อไปเป็นการซักโดยใช้น้ำยาซักแห้งก็ตาม คงไม่สะอาดทั่วถึงหรือทำให้มันดูใหม่หมดจดทั้งตัวได้เท่าการซักมือเบาะนั่งรถยนต์ก็เหมือนกัน การรถอดออกมาซักหากทำได้ก็คงเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ทำความสะอาดให้เอี่ยมกันไปเลย แน่นอนล่ะว่ามันทำได้ เพียงแต่ต้องใช้ขั้นตอนและวิธี รวมถึงสิ่งที่สำคัญคือเวลาพอที่จะตากให้มันแห้งสนิท

ชุดผ้าหุ้มเบาะนั่งชนิดสวมทับเบาะ
ชุดผ้าหุ้มเบาะนั่งชนิดสวมทับเบาะ
          วิธีป้องกันปัญหาความยุ่งยากในการทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ซื้อรถมาใหม่ ๆ หรือจะไม่ใหม่แล้วก็ตาม หนทางง่าย ๆ คือการใช้ชุดผ้าหุ้มเบาะนั่งชนิดที่สวมทับเบาะเก่าลงไปได้เลย มันจะช่วยปกป้องเบาะนั่งให้สะอาดสดใหม่อยู่เสมอ ที่สำคัญถอดแยกชิ้นออกมาซักได้ไม่ยาก แห้งก็ง่าย ด้วยเนื่องจากชิ้นเบาะผ้าหุ้มเบาะจะไม่มีฟองน้ำที่หนาเหมือนกับตัวเบาะ และยังไม่ต้องยุ่งยากกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย แต่เนื่องด้วยชุดหุ้มเบาะนี้ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชุดหุ้มเบาะ ดังนั้นเบาะนั่งกับชุดหุ้มจะเป็นคนละชิ้นคนละส่วนกัน โอกาสที่ทั้งสองชิ้นนี้จะขยับตัวหรือเกิดอาการลื่นนั้นมีได้ ดังนั้นจึงต้องเลือกชุดหุ้มเบาะที่มีการตัดเย็บประณีตและละเอียดอ่อนให้พอเหมาะพอดีกับตัวเบาะนั่งเพื่อลดอาการดังกล่าวซึ่งมันก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพของการขับขี่นั้นเป็นไปได้อย่างดีมากขึ้นและปลอดภัยด้วย หากใครจะใช้ชุดหุ้มเบาะนั่ง ก็ควรจะเลือกซื้อชนิดที่ตัดเย็บได้กระซับกับเบาะนั่ง ให้ทั้งความสวยงามและความสะดวก

          เอาล่ะมาเริ่มลงมือซักเบาะนั่งกันได้ เริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ในการทำความสะอาด เครื่องมือในการซักล้างคือ ผงซักฟอก ไม่ต้องเอาชนิดแรงมากเอาแบบที่ใช้ซักมือธรรมดา ๆ แปรงซักผ้าชนิดที่ขนอ่อน ๆ นิ่ม ๆ หน่อยไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ผ้าหุ้มเบาะเสียหายได้ ใครจะเพิ่มแปรงสีฟันสำหรับจุดเล็กจุดน้อยด้วยก็ได้ สเปรย์หล่อลื่นหรือน้ำมันอเนกประสงค์ต่าง ๆ จะใช้จาระบีทั่วไปด้วยก็ได้ ไม้ลูกโป่งและเศษผ้าพัน ชุดแหวนข้างหรือบล็อกเบอร์ 12-14 (แล้วแต่ขนาด) อ้อ...ไหน ๆ แล้วถ้าได้เครื่องดูดฝุ่นจะดีมาก (อย่าเพิ่งงงเดี๋ยวก็รู้ว่าเอามาทำอะไร)

          เมื่ออุปกรณ์ครบแล้วก็มาดูกันครับว่าจะทำอย่างไร อย่างแรก เบาะนั่งที่จะถอดออกมาซัก จะต้องเป็นเบาะนั่งที่ปรับทิศทางตำแหน่งเบาะด้วยมือเท่านั้น และเป็นเบาะที่ไม่มีเซ็นเตอร์ ตรวจจับผู้โดยสารที่เบาะนั่งอย่างเช่นในรถ SUV หรือ PPV แม้กระทั่งรอกระบะตัวท็อป ๆ ที่มีอุปกรณ์พวกนี้ แถมให้มาเยอะแยะ เพราะการถอดออกมาซักจะทำให้เซ็นเซอร์, มอเตอร์ หรือ สวิทช์ทั้งหลายเหล่านี้ช็อตได้ แต่หนึ่งสิ่งที่สามารถแยกออกมาทำได้ก็คือ ไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย (ฝั่งคนขับ เพราะหากเป็นฝั่งคนนั่งต้องดูดี ๆ เพราะมักจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับอยู่ด้วย) เพราะมันจะสามารถถอดออกได้

ซักเบาะรถยนต์
ถอดหมอนรองศีรษะ

ซักเบาะรถยนต์
บางรุ่นจะมีพลาสติคครอบที่ปลายอยู่ซักเบาะรถยนต์
จัดการถอดซะทั้ง 2 ข้าง
          การลงมือทำเริ่มจากปรับพนักพิงเบาะนั่งให้ตรง แล้วเบาะนั่งของรถคันไหนที่ถอดหมอนรองศีรษะออกได้ให้ถอดออกมาเลย การถอดให้เราดึงหมอนรองขึ้นให้สุดเสียก่อนจากนั้นกดตัวล็อคสำหรับเลื่อนที่แกนหมอนรองศีรษะแล้ว ดึงหมอนขึ้น หมอนจะหลุดออกมา เลื่อนเบาะเดินหน้าไปให้สุดจะเห็นว่าที่รางของเบาะส่วนที่ติดลงไปกับพื้นบางรุ่นจะมีพลาสติคครอบที่ปลายอยู่กันแตะไปโดนให้เอาไขควงปากแบนงัดออกมาตรงนี้จะแงะได้ไม่ยาก ทำทั้ง 2 ข้างของตัวขารางเบาะ เมื่อแงะออกมาแล้วจะเจอกับน็อตยึด ซึ่งก็มักจะเป็นน็อตเบอร์ 14 ให้จัดการถอดซะทั้ง 2 ข้าง เรียบร้อยแล้วให้เลื่อนเบาะถอยหลังไปจนเห็นน็อตยึดตัวหน้า 2 ตัว (คราวนี้อย่าเลื่อนถอยไปเยอะเพราะเดี่ยวจะยกออกลำบาก) เมื่อเห็นน็อต 2 ตัวแล้วให้จัดการถอดมันออกมาเหมือนกัน เบาะจะสามารถยกได้แล้ว แต่ให้ดูด้านได้เบาะเสียก่อนด้วยการก้มลงไปและยกเบาะขึ้นเล็กน้อย อย่าเพิ่งยกขึ้นทีเดียว เพราะอาจจะมีชุดสายไฟ สำหรับเดือนเข็มขัดนิรภัยหรือส่วนต่าง ๆ ถ้ามีให้ปลดปลั๊กสายไฟที่ติดกับเบาะออกให้หมด แล้วค่อยยกเบาะออกมา แยกเบาะออกจากตัวรถให้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเนื่องจากขาเบาะนั่งอาจจะไปขูดโดนประตูหรือบริเวณใกล้เคียงได้

          เมื่อถอดเบาะออกมาแล้วสิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือเอาเครื่องดูดฝุ่นดูดที่ตัวเบาะก่อน เพื่อที่จะช่วยให้การทำความสะอาดต่อไปสามารถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญที่ให้เอาเครื่องดูดฝุ่นมา ก็เพราะว่าบรรดาสิ่งสกปรกทั้งหลายที่มันเข้าไปสะสมอยู่ได้เบาะของท่านมันอาจะมีเยอะมากโดยไม่รู้ตัวก็ได้ หรือแม้มันอาจจะไม่เยอะแต่นี่ก็เป็นโอกาสทองในการทำความสะอาดจุดที่ถือว่าเป็นจุดที่มักจะถูกละเลยในการทำความสะอาด จัดการดูดฝุ่นให้เกลี้ยงไปเลย ดีไม่ดีอาจจะเจอกับอะไร ก็ตามที่ทำหล่นหายหาไม่เจอหรือรู้ว่าหล่นลงไปตรงนี้ แต่ไม่สามารถหยิบออกมาได้กันเสียที

ซักเบาะรถยนต์
          ดูดฝุ่นเรียบร้อยแล้วก็จัดการทำความสะอาดต่อ สำหรับเบาะข้างไหนที่เข็มขัดนิรภัยติดอยู่ด้านข้างตัวเบาะ แนะนำว่าให้ถอดมันออกมาเสียก่อน โดยให้จำตำแหน่งของบู๊ชและแหวนรองให้ดี ๆ เพราะตอนประกอบกลับอาจจะลืมและใส่สลับเอาได้ง่าย ๆ ที่ต้องถอดออกก็เพราะว่ารถบางรุ่นเซ็นเซอร์ไฟเตือนการคาดเข็มขัดจะอยู่กับตัวล็อค และสายไฟจะเลื้อยต่อเข้าไปยังใต้เบาะ เจ้าตัวนี้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดได้ไม่ยาก ส่วนตัวเบาะนั่งนั่นหากมีจุดที่เลอะมาก ๆ เป็นจุด ๆ เช่น ซอสหรือรอยด่างดำ แนะนำให้ทำความสะอาดเฉพาะจุดนั้นก่อน

          การทำก็เริ่มจากเอาน้ำเทไม่ต้องมากบริเวณที่มีรอยเลอะ ลงผงซักฟอกเล็กน้อยและใช้แปรงสีฟันถู ๆ ให้พอสะอาด เทน้ำลงเล็กน้อยเพื่อสลายคราบและผงซักฟอก ทำจุดอื่น ๆ ด้วยหากไม่มีแล้วให้เหยียดเบาะให้เป็นแนวตรงหรือปรับพนักพิงเอนให้สุด หากเป็นไปได้หรือถ้ามีผู้ช่วยจับ เมื่อปรับพนักพิงแล้วให้กลับหัวเบาะ เอาด้านบนลงด้านล่างโดยวางเบาะในแนวตั้ง ใช้น้ำราด (ไม่ต้องเยอะมาก) ไปที่ด้านหน้าเบาะส่วนที่เป็นส่วนรองรับสรีระเวลานั่ง ราดน้ำให้พอชุ่ม ลงผงซักฟอกแล้วใช้แปรงทำความสะอาดเบา ๆ แล้วล้างออก ทำจนทั่วตัวเบาะ พยายามให้น้ำไหลออกไปนอกเบาะและระวังอย่าให้ลงไปชุ่มอยู่ในฟองน้ำ

          เมื่อเห็นว่าสะอาดแล้ว ใช้มือรูดปาดน้ำที่ขังอยู่ออกมาจากเบาะให้มากที่สุดจากนั้น ยกเบาะขึ้น ให้ผ้าเช็ดที่ตัวรางและมือปรับฉีดสเปรย์หล่อลื่นเข้าไปที่บริเวณที่ต้องมีการเคลื่อนตัวหรือเลื่อนเคลื่อนที่เช่นตัวราง ไม่ต้องฉีดมากเพื่อป้องกันสนิมที่เกิดจากการเสียดสีจากการใช้งาน และนำเบาะไปตาก พยายามคว่ำหน้า และใช้มือบีบและรูดปาดน้ำที่ขังอยู่บนเบาะบ่อย ๆ เพื่อให้แห้งเร็ว ช่วงรอเบาะแห้งจะกินเวลามาก ดังนั้นเป็นโอกาสดี (อีกแล้ว) ที่จะทำความสะอาดรถและชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในต่อไป เมื่อตากแห้งแล้ว ก่อนจะประกอบให้เอาจาระบีทาบาง ๆ ที่รางเบาะส่วนที่เสียดสี รวมถึงคันโยก ปรับพนักและจุดหมุนที่ล็อคเข็มขัดนิรภัยด้วย ในรูที่ใช้เสียบพนักพิงศีรษะ ให้ใช้ไม้ก้านลูกโปร่งพันเศษผ้าแหย่ลงไปทำความสะอาดภายใน เช็ตให้เรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จพิธี

          เบาะที่ชุ่มน้ำนี้ต้องใช้เวลาตากนานมาก อาจจะกินเวลามากกว่า 1 วัน ดังนั้นการจะนำไปซักนี้ต้องดูลมฟ้าอากาศให้ดีว่าเป็นช่วงที่ไม่มีฝนและเริ่มลงมือทำแต่เข้าโชคดีแดดดีลมดีอาจจะแห้งในวันเดียวก็ได้ อย่างที่บอกคอยบีบน้ำออกจากฟองน้ำบ่อย ๆ เท่านั้นเอง กะได้เบาะที่สะอาดใหม่ในราคาประหยัด แค่ลงแรงและใช้เวลากับรถของคุณด้วยตนเองนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

10,000 กิโลเมตรแรก กับการสลับตำแหน่งล้อยางที่คุณทำได้เอง



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          เคยสังเกตล้อยางของตัวเองกันไหมครับ ว่าลายดอกยางยังชัดเจนอยู่แค่ไหน บางล้อดอกยางก็สึกหายไปมาก แต่บางล้อกลับยังอยู่ในสภาพดีอย่างกับไม่ค่อยได้ใช้งาน นั่นเป็นเพราะว่ายางรถของคุณแต่ละข้างมีอัตราการสึกกร่อนไม่เท่ากันนั่นเอง ส่วนล้อไหนจะสึกกร่อนมากที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ที่คุณใช้ ซึ่งมีทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ (แบ่งย่อยอีกเป็น 4 ล้อแบบ part-time และ full-time) หากระบบการขับเคลื่อนหลักอยู่ที่ล้อไหน ยางล้อนั้นก็จะมีอัตราการสึกกร่อนไวกว่าล้ออื่น ๆ ซึ่งในตลาดรถยนต์ปัจจุบัน (โดยเฉพาะรถเก๋ง) นิยมผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า เนื่องจากประหยัดเวลาในการผลิต ประหยัดชิ้นส่วนอะไหล่ รวมทั้งยังได้ห้องโดยสารที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรถยนต์ขนาดเดียวกันที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง เพราะไม่ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับอุโมงค์เกียร์ แต่ก็จะทำให้ล้อหน้ารับภาระหนักกว่ามาก เพราะต้องเป็นตัวส่งกำลังในการขับเคลื่อน ทั้งยังเป็นล้อที่รองรับภาระในการเข้าโค้ง และการเบรคมากที่สุดด้วย เมื่อเกิดการเสียดสีมากจึงสึกกร่อนได้ไวนั่นเอง

          เมื่อยางล้อมีอัตราการสึกกร่อนไม่เท่ากัน ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถ ทั้งเรื่องศูนย์ถ่วงของทั้ง 4 ล้อที่เริ่มไม่สมดุล ทำให้ประสิทธิภาพในการบังคับรถลดลง อีกทั้งดอกยางที่สึกหรอต่างกันมาก ๆ ก็จะส่งผลให้รถเฉไปทางซ้ายหรือขวาขณะเหยียบเบรค ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยเฉพาะหากขับรถมาด้วยความเร็วสูง

 

          การสลับตำแหน่งล้อยางควรทำเมื่อรถที่เพิ่งเปลี่ยนยางมาใหม่มีระยะวิ่งครบ 10,000 กิโลเมตร โดยรถยนต์ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ มีรูปแบบการสลับตำแหน่งล้อยาง 2 แบบ ดังนี้ 

แบบที่ 1 สลับตำแหน่ง 2 ล้อหน้าลดมาอยู่ด้านหลัง และ 2 ล้อหลังไขว้ขึ้นไปด้านหน้า หรือ
แบบที่ 2 สลับล้อหน้ากับล้อหลังไขว้กันเป็นรูปกากบาท (x)

          อย่างไรก็ดี การสลับตำแหน่งแบบนี้เหมาะกับรถยนต์ที่ใช้ยางที่มีลักษณะดอกยางแบบสมมาตร (symmetrical) เหมือนกันทั้ง 4 เส้น ซึ่งเป็นรูปแบบดอกยางรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้ขับขี่ธรรมดาทั่ว ๆ ไปนั่นเองครับ (ยังมียางแบบดอกยางไม่สมมาตร หรือ asymmetrical สำหรับการขับขี่เฉพาะที่เน้นประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และ ดอกยางแบบกำหนดทิศทาง หรือ uni-direction ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำ ควบคุมการทรงตัวดี ขับขี่้ด้วยความเร็วสูงได้ แต่ก็จะเพิ่มความยุ่งยากในการสลับตำแหน่งล้อมากขึ้นเช่นกัน) 

          ส่วนเรื่องการสลับตำแหน่งล้อนั้นคุณสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์ให้บริการใกล้บ้าน แต่ถ้าต้องการประหยัดเงิน และเรียนรู้ที่จะดูแลรถด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ คุณก็สามารถทำด้วยตัวเองได้เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ต้องอาศัยอุปกรณ์และกำลังกายสักหน่อยเท่านั้นเองครับ

          อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการสลับตำแหน่งล้อยาง ได้แก่ ขาค้ำหรือขาตั้งยกรถ (Jack Stand) 4 ตัว, เหล็กขันล้อ (ประแจหัวหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม ขึ้นอยู่กับนอตของล้อรถยนต์) และแม่แรง ซึ่งสองอย่างหลังมักเป็นอะไหล่สำรองที่ผู้ผลิตให้ติดรถมาอยู่แล้ว

          เริ่มจากใช้แม่แรงยกรถยกรถให้ล้อลอยจากพื้นพอสมควร (ให้พ้นระยะยืดตัวของโช้ค) แล้วนำขาตั้งไปค้ำไว้ให้ครบทั้ง 4 ด้าน จากนั้นลงมือใช้ประแจขันล้อขันนอตและเอายางออก ทำให้ครบทั้ง 4 ข้าง (ถอดแล้วอย่ากลิ้งมากองรวมกันนะครับ เดี๋ยวจะสับสนว่าล้อไหนเป็นของข้างไหน ถอดแล้วก็วางไว้ตรงตำแหน่งเดิมของล้อนะครับ) ก่อนจะสลับตำแหน่งยางตามรูปแบบที่ได้ระบุได้ข้างต้น (ในขั้นตอนนี้หากมีอุปกรณ์เช็คและเติมความดันลมยางก็สามารถลงมือเติมลมยางได้ก่อนใส่ยางเข้าไปใหม่ด้วย) แล้วจึงใส่ล้อที่เปลี่ยนตำแหน่งแล้วเข้าไปทีละข้างจนครบทั้ง 4 ล้อ ขันนอตกลับให้แน่น โดยเริ่มจากขันด้วยมือให้สุดระยะที่มือไม่สามารถหมุนนอตได้แล้วจึงใช้ประแจขันต่อ (หากมีบล็อกลมช่วยยิงนอตก็จะสะดวกขึ้นมาก) นำขาตั้งออกทีละฝั่งจนหมด เท่านี้ก็เรียบร้อย


          อย่างไรก็ดี หากกลับไปขับขี่แล้วรู้สึกว่าไม่สามารถบังคับพวงมาลัยรถได้เหมือนเช่นปกติ คราวนี้คงไร้ทางเลือกที่จะปรับเอง แต่ต้องพารถคันเก่งไปเข้าศูนย์เพื่อตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่แล้วล่ะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

ง่ายและปลอดภัย มาทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS กัน

ทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autorepair.about.com

          สัญญาณไฟเตือนการทำงานบนระบบ ABS บอกถึงความผิดปกติในรถ บางครั้งที่สัญญาณนี้เตือนเพราะว่าปัญหาเล็ก ๆ อย่างเรื่องตัวจับสัญญาณสกปรก ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้งานปกติทั่วไป ซึ่งการที่ตัวจับสัญญาณสกปรกอาจทำให้การทำงานของระบบไม่ปกติเราควรแก้ไขโดยเร็ว

          ก่อนจะกล่าวถึงการทำความสะอาด ขอกล่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงการทำงานของระบบ ABS เสียหน่อยครับ ระบบ ABS หรือ Anti-locking brake system เป็นระบบที่ช่วยในการเบรกฉุกเฉินของรถ ช่วยให้ล้อของรถไม่ล็อกจากการเบรกกะทันหัน โดยการเบรกกะทันหันจะทำให้น้ำมันเบรกความดันสูงฉับพลัน ส่งผลให้เกิดอาการล้อตายและรถลื่นไถล โดยชุด ABS จะช่วยในการควบคุมการเปิดปิดวาล์วน้ำมันเบรกให้สัมพันธ์กับอัตราการหมุนของเฟืองในความถี่ในระดับที่ไม่ทำให้เกิดความดันสูงจนล้อตาย ดังนั้น หากตัวเซ็นเซอร์ของเราสกปรกจนไม่สามารถจับสัญญาณได้ อาจทำให้ระบบเบรกทำงานได้ไม่เต็มที่

          ก่อนจะเริ่มลงมือทำความสะอาด เราจะเตรียมอุปกรณ์ในการทำดังนี้
           ชุดประแจมาตรฐาน

           ชุดประแจถอดล้อรถ

           แม่แรงยกรถ

           ผ้าเช็ดทำความสะอาด ควรเป็นผ้าที่แข็งเล็กน้อยเพื่อปัดฝุ่นออกได้ดี

ใช้แม่แรงที่แข็งแรงมั่งคงยกรถ

           ขั้นตอนแรก 

          ใช้แม่แรงที่แข็งแรงมั่งคงยกรถขึ้น  แล้วทำการถอดล้อรถ เริ่มที่ล้อหน้าก่อน โดยให้หันล้อไปในฝั่งตรงข้าม เพื่อที่สามารถมองหาตัวเซ็นเซอร์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากทำงานกับล้อหน้าฝั่งคนนั่งหรือฝั่งซ้าย ให้หันล้อไปทิศทางเลี้ยวขวา เป็นต้น

ตัวเซ็นเซอร์ของระบบ ABS

           ขั้นตอนที่สอง 

          มองหาตัวเซ็นเซอร์ของระบบ ABS ซึ่งมักจะติดกับตัวถังรถหรือระบบกันสะเทือน อาจมองหาโดยไล่จากบริเวณที่มีสายไฟหรือขั้วไฟก็ได้ ซึ่งรถแต่ละคันจะติดตั้งไม่เหมือนกัน เมื่อเจอแล้วให้ทำการไขอย่างเบามือ อย่ากระชากออกรุนแรงนะครับ เพราะระบบไฟอาจเสียหายได้

นำผ้ามาเช็ดให้สะอาด

           ขั้นตอนที่สาม          นำผ้ามาเช็ดให้สะอาด ควรใช้ผ้าเช็ดเปล่า ๆ ไม่แนะนำให้ใช้สารทำความสะอาดอื่น ๆ เช็ด เพราะอาจมีผลต่อการทำงานของตัวเซ็นเซอร์ เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้ใส่กลับลงไปที่เดิมอย่างระมัดระวัง

          การทำความสะอาดเซ็นเซอร์เป็นการแก้ปัญหาระบบเบรก ABS โดยพื้นฐานเท่านั้น อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด ถ้าหากว่าเราทำจนเสร็จแล้ว ยังมีไฟเตือนขึ้นอยู่ ควรนำรถเข้าไปตรวจสภาพได้แล้วครับ เพื่อความปลอดภัยของเราในยามฉุกเฉิน

          วิธีการดูแลรถโดยพื้นฐานแบบนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่แล้ว ยังสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลงไปได้นะครับ อย่างไรก็ตาม การนำรถเข้าตรวจเช็กตามระยะยังเป็นเรื่องที่จำเป็นนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถของเราเองและรักษาสภาพการใช้งานของรถ เรายังมีวิธีการดูแลรักษารถที่ชาวกระปุกสามารถทำได้เองอีกมากมาย อย่าลืมติดตามกันนะครับผม

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

เปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตัวเองง่าย ๆ คุณก็ทำเองได้

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autorepair.about.com

          หากคุณเองลืมเช็กไฟหน้ารถอยู่เป็นระยะ ๆ แล้วล่ะก็ อาจทำให้ไฟหน้ารถคุณเสียโดยที่คุณไม่รู้ตัว จนทำให้คุณอาจเจอตำรวจออกใบสั่ง เรียกไปจ่ายค่าปรับได้ง่าย ๆ และหากคุณนำรถไปเปลี่ยนไฟหน้าที่ศูนย์ บางครั้งทางศูนย์อาจคิดค่าเปลี่ยนไฟหน้า ในราคาที่แพงกว่าค่าหลอดไฟหลอดถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้น กระปุกคาร์ จึงขอนำเสนอวิธีการเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง และแน่นอนว่า คุณก็ทำเองได้เช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม วิธีการเปลี่ยนไฟหน้านี้ เป็นการเปลี่ยนไฟหน้าหลอดไฟแบบฮาโลเจน ที่มีหลอดไฟอยู่ด้านหลังเลนส์ และใช้ไม่ได้ผลในรถที่เป็นไฟหน้าแบบซีลบีม

           1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ได้แก่ กุญแจรถ ไขควงปากแบนขนาดเล็ก 1 อัน ขนาดใหญ่ 1 อัน เปิดฝากระโปรงรถขึ้น ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง รอให้เครื่องเย็นก่อน

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           2. ให้มองหาบริเวณตรงด้านหลังของไฟหน้าที่เชื่อมกับเครื่องยนต์ โดยจะมีสายไฟ 3 เส้นออกมาจากปลั๊กที่ดูคล้ายกับสี่เหลี่ยมคางหมู

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           3. สายไฟทั้ง 3 เส้นที่ติดอยู่กับปลั๊กนั้น เป็นฐานของไฟหน้าโดยตรง ปลั๊กนี้จะถูกยึดไว้โดยพลาสติก คลิปเหล็ก หรือถูกขันนอตเอาไว้ หากปลั๊กถูกยึดไว้ด้วยพลาสติก ให้ใช้นิ้วโป้งกดพลาสติกชิ้นนั้นลงไป แต่ต้องเบามือ แล้วพลาสติกจะเลื่อนออก หากปลั๊กถูกยึดด้วยคลิปเหล็ก ให้ดึงคลิปขึ้นมา อย่างเบามือ แล้วไฟหน้าจะหลุดออกมาเอง หรือหากปลั๊กไฟถูกยึดไว้ด้วยน็อต ก็ให้ขันนอตออกเสีย

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           4. พอถอดปลั๊กออกได้แล้ว คุณก็สามารถถอดหลอดไฟได้โดยการจับที่ฐาน และดึงหลอดออกมา แต่ในบางครั้ง คุณอาจต้องหมุนหลอดไฟเล็กน้อยเพื่อให้หลอดไฟหลุดออกมา

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           5. ก่อนที่จะเอาหลอดไฟดวงใหม่ใส่เข้าไป ให้เอากระดาษทิชชูหรือผ้าสะอาดหยิบหลอดไฟออกมา เพราะหากน้ำมันบนมือไปโดนหลอดไฟแล้ว อาจทำให้หลอดไฟขาดก่อนเวลาอันควร จากนั้น ให้จับหลอดไฟตัวใหม่ที่ฐาน แล้วใส่เข้าไปในไฟหน้าจนแน่นสนิท

การเปลี่ยนไฟหน้ารถด้วยตนเอง

           6. ใส่ปลั๊กและสายไฟเข้าไปตามเดิม จากนั้นก็ลองทดสอบดู หากได้ผลไฟหน้าก็จะติดขึ้นมา

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.mitsupatapeethong.com/

7 อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ หากคุณรักการลุยออฟโรด

          7  อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ  ​ไป​ลุยออฟโรด แนะนำ 7 อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ สำหรับลุยออฟโรด            ​การขับขี่ออฟโรด นั้นหมายถึงเส้...